[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.9
โรงเรียนอนุบาลบ้านผือพิทยาภูมิ :: สพป.อุดรธานี เขต 4 :: ระดับที่เปิดสอน ::->อนุบาล - ประถมศึกษา<-::
[x] ปิดหน้าต่างนี้
Powered by ATOMYMAXSITE 2.9
   
ยินดีต้อนรับคุณ บุคคลทั่วไป  
👩🏻‍🤝‍🧑🏽 :: ยินดีต้อนรับ :: โรงเรียนอนุบาลบ้านผือพิทยาภูมิ เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 :: คติพจน์ / เอกลักษณ์ของโรงเรียน -> มารยาทดี(GENTEEL) มีวิชา(GENIUS) กล้าแสดงออก(GALLANTRY) :: อัตลักษณ์ของโรงเรียน-> "ยิ้ม ทักทาย ไหว้สวย" :: สีประจำโรงเรียน -> "ขาว – แดง" :: อักษรย่อ -> อผพ. 👩‍👩‍👦‍👦

  
น้อมรำลึกรัชกาลที่ 5 23 ต.ค.วันสวรรคต  
 




           
      สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระปิยมหาราช เป็นพระนามของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้เป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่พระองค์ได้สร้างคุณูปการให้กับประเทศไทยมาก เป็นที่ได้รับความรัก ความเคารพและเทิดทูนไว้ในใจของเหล่ามวลราษฏร์


พระราชประวัติโดยย่อ


           พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์  มีพระนามเดิมว่า ” เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ ” เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ( สมเด็จพระนางรําเพยภมรภิรมย์ ) ประสูติเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖ ตรงกับวันอังคาร แรม ๓ คํ่า เดือน ๑๐  เมื่อทรงพระเยาว์พระองค์ทรงได้ทรงศึกษาอักษรศาสตร์ โบราณราชประเพณี ภาษาบาลี ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย วิชารัฐประศาสนศาสตร์ วิชากระบี่ กระบอง วิชาอัศวกรรม วิชามวยปลํ้า การยิงปืนไฟ

          เมื่อพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ได้ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดยทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2411 โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุฬาลงกรณ์เกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์(ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์




 ต่อมาเมื่อมีพระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา เมื่อวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๑ จึงได้ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม จากนั้นเสด็จไปประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นเวลา ๑๕ วัน แล้วจึงลาสิกขา เมื่อทรงลาสิกขาแล้ว ได้มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยพระองค์ทรงให้เหตุผลว่าการบวชเป็นพระภิกษุนั้นถือว่าเป็นการขาดจากการเป็นพระมหากษัตริย์ เพราะการดำรงสมเพศนั้นถือเป็นสาวกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อลาสิกขาแล้วจึงต้องทำการราชาภิเษกอีกครั้งหนึ่ง พิธีบรมราชภิเษกครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๑๖ โดยได้รับการเฉลิมพระปรมาภิไธยในครั้งนี้ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
    ในรัชสมัยของพระองค์ท่านนั้น พระองค์ทรงได้ประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่และที่มีความสำคัญและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองมากมาย อาทิเช่น
    –ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีเลิกทาส ซึ่งเป็นระบบเก่าแก่ในสังคมไทยมาแต่โบราณ สร้างสิทธิเสรีภาพให้กับคน


     – การป้องกันพระราชอาณาจักรสยามมิให้ตกเป็นเมืองขึ้นของต่างชาติมหาอำนาจต่างๆ เช่นฝรั่งเศส และจักรวรรดิอังกฤษ ดำเนินวิเทโศบายให้ต่างชาติยอมรับสยาม โดยได้มีการประกาศให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ และอนุญาตให้ต่างชาตินำศาสนาต่างๆเช่นศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ได้
     – นำระบบเงินตราธนบัตรและเหรียญบาทมาใช้
     – แบ่งระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัดและอำเภอ
     – สร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพมหานคร ถึง เมืองนครราชสีมา เริ่มวันที่ 1 มีนาคม ร.ศ.109 ซึ่งตรงกับ พุทธศักราช 2433
     – การก่อตั้งการประปา การไฟฟ้า ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ การสื่อสาร การรถไฟ ส่วนการคมนาคม
     – โปรดเกล้าให้มีการขุดคลองหลายแห่งในเขตกรุงเทพมหานคร เช่น คลองประเวศบุรีรมย์ คลองสำโรง คลองแสนแสบ คลอง            นครเนื่องเขต คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองเปรมประชากร และ คลองทวีวัฒนา
     – โปรดเกล้าให้ให้ขุดคลองส่งน้ำประปา จากเชียงราก สู่สามเสน แขวงดุสิต เขตพระนคร ึ่งคลองนี้ส่งน้ำจากแหล่งน้ำดิบจากแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณ ต.เชียงราก ผ่านอำเภอสามโคก อำเภอเมืองปทุมธานี อำเภอคลองหลวง อำเภอธัญบุรีและอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี อำเภอปากเกร็ด และ อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และ เขตสายไหม เขตบางเขน เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตดุสิต เขตพญาไท และ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร







     – ปฏิรูปการปกครองพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตระหนักถึงการคุกคามจากประเทศมหาอำนาจมีต่อประเทศในแถบเอเชีย โดยมักอ้างความชอบธรรมและความไม่มีอารยธรรมของประเทศในแถบเอเชีย ในการเข้ายึดครองดินแดนแถบนี้ว่าเป็นการทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าอันเป็น “ภาระของคนขาว” ทำให้ต้องทรงปฏิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัย โดยพระราชกรณียกิจดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2416
ประการแรก ทรงตั้งสภาที่ปรึกษาขึ้นมาสองสภา
ได้แก่ สภาที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน (เคาน์ซิลออฟสเตต) และสภาที่ปรึกษาในพระองค์ (ปรีวีเคาน์ซิล) ในปี พ.ศ. 2417 และทรงตั้งขุนนางระดับพระยา 12 นายเป็น “เคาน์ซิลลอร์” ให้มีอำนาจขัดขวางหรือคัดค้านพระราชดำริได้ และทรงตั้งพระราชวงศานุวงศ์ 13 พระองค์ และขุนนางอีก 36 นาย ช่วยถวายความคิดเห็นหรือเป็นกรรมการดำเนินการต่าง ๆ
แต่สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ขุนนางตระกูลบุนนาค และกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ เห็นว่าสภาที่ปรึกษาเป็นความพยายามดึงพระราชอำนาจของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทำให้เกิดความขัดแย้งที่เรียกว่า วิกฤตการณ์วังหน้า วิกฤตการณ์ดังกล่าวทำให้การปฏิรูปการปกครองชะงักลงกระทั่ง พ.ศ. 2428
     - พ.ศ. 2427 ทรงปรึกษากับพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ อัครราชทูตไทยประจำอังกฤษ ซึ่งพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ พร้อมเจ้านายและข้าราชการ 11 นาย ได้กราบทูลเสนอให้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่พระองค์ทรงเห็นว่ายังไม่พร้อม แต่ก็โปรดให้ทรงศึกษารูปแบบการปกครองแบบประเทศตะวันตก และ พ.ศ. 2431 ทรงเริ่มทดลองแบ่งงานการปกครองออกเป็น 12 กรม (เทียบเท่ากระทรวง)
      - พ.ศ. 2431 ทรงตั้ง “เสนาบดีสภา” หรือ “ลูกขุน ณ ศาลา” ขึ้นเป็นฝ่ายบริหาร ต่อมา ใน พ.ศ. 2435 ได้ตั้งองคมนตรีสภา เดิมเรียกสภาที่ปรึกษาในพระองค์ เพื่อวินิจฉัยและทำงานให้สำเร็จ และรัฐมนตรีสภา หรือ “ลูกขุน ณ ศาลาหลวง” ขึ้นเพื้อปรึกษาราชการแผ่นดินที่เกี่ยวกับกฎหมาย นอกจากนี้ยังทรงจัดให้มี “การชุมนุมเสนาบดี” อันเป็นการประชุมปรึกษาราชการที่มุขกระสัน พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
ด้วยความพอพระทัยในผลการดำเนินงานของกรมทั้งสิบสองที่ได้ทรงตั้งไว้เมื่อ พ.ศ. 2431 แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงประกาศตั้งกระทรวงขึ้นอย่างเป็นทางการจำนวน 12 กระทรวง เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2435 อันประกอบด้วย
     กระทรวงมหาดไทย รับผิดชอบงานที่เดิมเป็นของสมุหนายก ดูแลกิจการพลเรือนทั้งหมดและบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและชายทะเลตะวันออก
     กระทรวงนครบาล รับผิดชอบกิจการในพระนคร
     กระทรวงโยธาธิการ รับผิดชอบการก่อสร้าง
     กระทรวงธรรมการ ดูแลการศาสนาและการศึกษา
     กระทรวงเกษตรพานิชการ รับผิดชอบงานที่ในปัจจุบันเป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์
     กระทรวงยุติธรรม ดูแลเรื่องตุลาการ
     กระทรวงมรุธาธร ดูแลเครื่องราชูปโภคของพระมหากษัตริย์
     กระทรวงยุทธนาธิการ รับผิดชอบปฏิบัติการการทหารสมัยใหม่ตามแบบยุโรป
     กระทรวงพระคลังสมบัติ รับผิดชอบงานที่ในปัจจุบันเป็นของกระทรวงการคลัง
     กระทรวงการต่างประเทศ (กรมท่า) รับผิดชอบการต่างประเทศ
     กระทรวงกลาโหม รับผิดชอบกิจการทหาร และบังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายใต้
     กระทรวงวัง รับผิดชอบกิจการพระมหากษัตริย์
หลังจากวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ทรงให้กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบกิจการพลเรือนเพียงอย่างเดียว และให้กระทรวงกลาโหมรับผิดชอบกิจการทหารเพียงอย่างเดียว ยุบกรม 2 กรม ได้แก่ กรมยุทธนาธิการ โดยรวมเข้ากับกระทรวงกลาโหม และกรมมรุธาธร โดยรวมเข้ากับกระทรวงวัง และเปลี่ยนชื่อกระทรวงเกษตรพานิชการ เป็น กระทรวงเกษตราธิการ ด้านการปกครองส่วนภูมิภาค มีการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ทำให้ไทยกลายมาเป็นรัฐชาติสมัยใหม่
     โดยการลดอำนาจเจ้าเมือง และนำข้าราชการส่วนกลางไปประจำแทน ทรงทำให้นครเชียงใหม่ (พ.ศ. 2317-2442) รวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยาม ตลอดจนทรงแต่งตั้งให้กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม ไปประจำที่อุดรธานี เป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองแบบเทศาภิบาล
พ.ศ. 2437 ทรงกำหนดให้เทศาภิบาลขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ยกเลิกระบบกินเมือง และระบบหัวเมืองแบบเก่า (ได้แก่ หัวเมืองชั้นใน ชั้นนอก และเมืองประเทศราช) จัดเป็นมณฑล เมือง อำเภอ หมู่บ้าน ระบบเทศาภิบาลดังกล่าวทำให้สยามกลายเป็นรัฐชาติที่มั่นคง มีเขตแดนที่ชัดเจนแน่นอน นับเป็นการรักษาเอกราชของประเทศ และทำให้ราษฎรมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
     – ทรงดำเนินวิเทโศบายทางด้านการต่างประเทศเพื่อถ่วงดุลอำนาจของประเทศมหาอำนาจยุโรปที่เข้ามาในช่วงนั้นโดยการเสด็จพระพาสยุโรป ถึงสองครั้ง ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๒ และการดำเนินนโยบายผูกมิตรกับรัสเซีย


     พระองค์ยังได้ส่งเจ้านายหลายพระองค์ไปศึกษาในทวีปยุโรป เพื่อมาดำรงตำแหน่งสำคัญในการปกครองที่ได้รับการปฏิรูปใหม่นี้ และทรงจ้างชาวต่างประเทศมารับราชการในตำแหน่งที่คนไทยยังไม่เชี่ยวชาญ ทรงตั้งสุขาภิบาลแห่งแรกของประเทศที่ท่าฉลอม พ.ศ. 2448



– ทรงพระราชนิพนธ์ มีพระราชนิพนธ์ ทั้งหมด 10 เรื่อง ได้แกา
   พระราชนิพนธ์ ไกลบ้าน
   พระราชนิพนธ์ เงาะป่า
   พระราชนิพนธ์ นิทราชาคริต
   พระราชนิพนธ์ พระราชพิธีสิบสองเดือน
   พระราชนิพนธ์ กาพย์เห่เรือ
   พระราชนิพนธ์ คำเจรจาละครเรื่องอิเหนา
   พระราชนิพนธ์ ตำราทำกับข้าวฝรั่ง
   พระราชนิพนธ์ พระราชวิจารณ์จดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี
   พระราชนิพนธ์ โคลงบรรยายภาพรามเกียรติ์
   พระราชนิพนธ์ โคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ
        ตลอดพระชนชีพของพระองค์ได้ทรงทำการกรณียกิจน้อยใหญ่และสำคัญที่เป็นพระโยชน์ต่อแผ่นดินและราชอาณาจักร พระองค์ทรงได้รับการยกย่องจากมวลราษฎร และถวายพระสมัญญานามว่า “พระปิยมหาราช” แปลว่า มหาราชผู้ทรงเป็นที่รัก และประชาชนยังนิยมเรียกพระนามท่านว่า, “พระพุทธเจ้าหลวง

แหล่งที่มา : https://siammongkol.wordpress.com/2019/06/02/king-rama-5/